การก่อตั้ง
MIDO พบโอกาสทางการตลาดในอุตสาหกรรมยานยนต์ที่กำลังเติบโต
การเปิดตัวรุ่น Multifort
ปะเก็น Aquadura นวัตกรรมใหม่
Robi ในฐานะแอมบาสเดอร์ของ MIDO และเป็นสัญลักษณ์แห่งนวัตกรรม เทคโนโลยี และความแข็งแกร่ง
การเปิดตัวรุ่น Ocean Star
การเข้าซื้อโรงงานผลิตแห่งใหม่ที่ล้ำสมัยในเมืองบีล นับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์การผลิตนาฬิกาที่ "ป้อมปราการแห่งนาฬิกาที่ปิดผนึกอย่างแน่นหนา" มาพร้อมระบบครบวงจรของพัดลมที่เป่าอากาศปราศจากฝุ่นและควบคุมอุณหภูมิเข้าสู่ห้องปฏิบัติงาน
การเปิดตัวรุ่น Commander
การเปิดตัวรุ่น Mini MIDO
นาฬิกา MIDO วางจำหน่ายใน 111 ประเทศ
อันดับที่ 2 จาก COSC
Björn Borg เป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์
การเข้ารับตำแหน่งของ Franz Linder
วาระครบรอบ 80 ปีของ MIDO
การเปิดตัวรุ่น All Dial
การเปิดตัวรุ่น Belluna
การเปิดตัวรุ่น Great wall
แรงบันดาลใจจากสถาปัตยกรรม
การเปิดตัวรุ่น Commander BIG DATE

MIDO ก้าวข้ามแรงบันดาลใจจากสถาปัตยกรรม
Allen Ren แอมบาสเดอร์ของ MIDO ตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2023
ครบรอบ 80 ปีของรุ่น Ocean Star
ยังคงดำเนินต่อไปกับคุณ...
Georges Schaeren ก่อตั้งโรงงานผลิตนาฬิกา MIDO G. Schaeren & Co. AG ในเมืองโซโลธูรน์ เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 1918
ตั้งแต่เริ่มแรก ชื่อ "MIDO" ซึ่งมาจากภาษาสเปน "ํYO MIDO"(ฉันวัด) ได้กลายเป็นคำพ้องความหมายของนวัตกรรมทางเทคนิคและงานออกแบบอันเหนือกาลเวลา
เหตุใดแบรนด์สวิสจึงใช้ชื่อภาษาสเปน ชื่อนี้มีที่มาจากที่ใด
YO MIDO ในภาษาสเปนแปลว่า ฉันวัด
ชื่อนี้มีที่มาจากมิตรภาพในอดีตระหว่างผู้ก่อตั้งของเรา Schaeren และ Glauser ชาวสวิสที่พำนักอยู่ในโคลอมเบีย ประเทศนี้ยังเป็นหนึ่งในประเทศแรก ๆ ที่มีการส่งออกนาฬิกา MIDO ไปจำหน่าย และการมีชื่อภาษาสเปนย่อมสร้างความโดดเด่นได้มากกว่า
ปัจจุบันเรายังคงทำงานร่วมกับครอบครัวนี้ต่อเนื่องมากว่า 105 ปี ผ่านมาแล้ว 3 ชั่วอายุคน
นาฬิกาสำหรับสุภาพสตรีที่สง่างามอย่างยิ่ง โดดเด่นด้วยตัวเรือนทรงพิเศษเคลือบอีนาเมลหลากสี พร้อมสายแบบทันสมัย รวมถึงนาฬิกาสำหรับสุภาพบุรุษที่มีรูปลักษณ์สะดุดตา ล้วนสร้างภาพลักษณ์ที่ต้องการให้แก่ชื่อแบรนด์ใหม่ได้อย่างรวดเร็ว
MIDO พบโอกาสทางการตลาดในอุตสาหกรรมยานยนต์ที่กำลังเติบโต MIDO ผลิตนาฬิกาที่มีตัวเรือนรูปทรงกระจังหน้ารถยนต์ของหลากหลายแบรนด์ เช่น Buick, Bugatti, Fiat, Ford, Excelsior หรือ Hispano-Suiza ฯลฯ เพื่อให้ผู้หลงใหลในยานยนต์สามารถถ่ายทอดความหลงใหลได้ในสถานที่ที่ไม่อาจนำรถยนต์ของตนไปได้
MIDO ประสบความสำเร็จอย่างมากในการผลิตนาฬิกาที่ปราศจากการตกแต่งเกินความจำเป็น เน้นการใช้งาน และทนทานอย่างยิ่ง โดยเฉพาะการคิดค้นระบบซีลเม็ดมะยมด้วยไม้คอร์ก (ซึ่งต่อมาเป็นที่รู้จักในชื่อ "Aquadura") ถือเป็นการบุกเบิกด้านการกันน้ำได้อย่างสมบูรณ์ ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่หาได้ยากในยุคนั้น
การเปิดตัวรุ่น "MIDO Multifort" ซึ่งกันน้ำได้อย่างสมบูรณ์ ป้องกันสนามแม่เหล็ก และทนต่อแรงกระแทก นับเป็นหนึ่งในหมุดหมายสำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์ของแบรนด์ การนำเสนอนาฬิการุ่นนี้ทำให้แบรนด์ MIDO มีภาพลักษณ์ใหม่อย่างสิ้นเชิง ซึ่งยังคงเป็นรากฐานในการพัฒนานาฬิกามาจนถึงปัจจุบัน ได้แก่ การออกแบบที่ชัดเจน มีเอกลักษณ์ ทนทาน และเน้นการใช้งาน
เพื่อพิสูจน์ว่านาฬิการุ่นนี้ทำงานได้อย่างสมบูรณ์ภายใต้สภาวะที่รุนแรงมาก MIDO จึงส่งไปทดสอบอย่างละเอียดโดย "Electrical Testing Laboratories Inc." ในนิวยอร์ก
มีการทดสอบใต้น้ำ ทั้งในน้ำจืดและน้ำเค็มเป็นเวลานานกว่าหนึ่งพันชั่วโมง นาฬิกาต้องทนต่อการทดสอบอุณหภูมิ 10 รอบ รอบละ 15 นาที โดยเริ่มที่ความร้อน 50 องศาเซลเซียส และตามด้วยความเย็น -40 องศาเซลเซียส เม็ดมะยมต้องผ่านการทดสอบที่จำลองการใช้งานยาวนานถึง 34 ปี มีการจำลองการทดสอบการจุ่มน้ำที่ความดัน 12 บาร์ (120 เมตร/396 ฟุต) รวมถึงการทดสอบที่ระดับความสูง 6,600, 13,300 และ 16,600 เมตร และน่าเสียดายที่ MIDO ต้องบันทึกความล้มเหลวเพียงครั้งเดียวตลอดกระบวนการทดสอบทั้งหมด นาฬิกา 1 ใน 6 เรือนที่เข้ารับการทดสอบหยุดทำงานที่ระดับความสูง 13,300 เมตร ขั้นตอนดังกล่าวเป็นการทดสอบอย่างเป็นทางการของรัฐบาลสหรัฐอเมริกา
ระบบซีลแบบใหม่อันเป็นนวัตกรรม ซึ่งรับประกันการกันน้ำได้อย่างสมบูรณ์ คือกุญแจสำคัญที่ทำให้ผลการทดสอบออกมายอดเยี่ยม ระบบดังกล่าวใช้ไม้คอร์กธรรมชาติที่ผ่านการปรับสภาพเป็นพิเศษ เพื่อซีลชิ้นส่วนเม็ดมะยม ซึ่งเป็นจุดสำคัญที่สุดของนาฬิกาข้อมือทุกเรือน เนื่องจากไม้คอร์กสามารถแนบสนิทกับแกนขึ้นลานได้อย่างสมบูรณ์ MIDO จึงรับประกันการกันน้ำได้สนิทแม้ในขณะที่ดึงเม็ดมะยมออก
นับตั้งแต่ปี 1934 จนถึงปัจจุบัน ระบบอันเป็นเอกลักษณ์นี้ได้พิสูจน์ประสิทธิภาพอันยอดเยี่ยม และช่วยปกป้องกลไกอันล้ำค่าจากน้ำ ในปี 1959 ระบบไม้คอร์กนี้ได้รับการตั้งชื่อว่า "Aquadura"
ระบบซีลเม็ดมะยมอันเป็นเอกลักษณ์นี้มอบการกันน้ำได้อย่างสมบูรณ์ด้วยชิ้นส่วนไม้คอร์กที่ประกบอยู่รอบแกนเม็ดมะยม แม้เม็ดมะยมจะไม่ได้ดันกลับเข้าที่จนสุด
กระบวนการปรับสภาพแบบเฉพาะช่วยคงความชุ่มชื้นของไม้คอร์ก จึงรักษาความยืดหยุ่นไว้ได้นานหลายปี
เริ่มต้นการผลิตนาฬิกา MIDO รุ่น Multifort Automatic ซึ่งเป็นนาฬิการุ่นแรกในตลาดที่ผสานคุณสมบัติทันสมัยทั้งสี่ประการไว้ในเรือนเดียว ได้แก่ ระบบขึ้นลานอัตโนมัติ กันน้ำ ป้องกันสนามแม่เหล็ก และทนต่อแรงกระแทก
MIDO เปิดตัวสปริงขึ้นลานนาฬิกาแบบทนทานเป็นพิเศษเป็นครั้งแรก
การถือกำเนิดของ "MIDO รุ่น Datometer" ซึ่งเพิ่มเข็มพิเศษสำหรับแสดงวันที่ ในปีนั้น MIDO ใช้หุ่นยนต์ MIDO เป็นแอมบาสเดอร์และสัญลักษณ์แห่งนวัตกรรม เทคโนโลยี และความแข็งแกร่ง เป็นครั้งแรก "Robi" ยังคงเป็นสัญลักษณ์ที่เป็นที่รู้จักในหลายตลาดมาจนถึงปัจจุบัน
Walter Schaeren บุตรชายของผู้ก่อตั้งเป็นนักบินในกองทัพ อากาศสวิตเซอร์แลนด์ และต่อมาได้ดำรงตำแหน่งประธานของ MIDO ในช่วงเวลานั้น มีการพัฒนานาฬิกาสำหรับนักบินขึ้นมาหลายรุ่น
การผลิตนาฬิกาโครโนกราฟเรือนแรกที่แสดงเวลาที่วัดได้ผ่านระบบนับเวลารวม โดยใช้เข็มชี้ที่ตำแหน่งกึ่งกลางหน้าปัด: รุ่นในตำนาน "Multicenterchrono" เป้าหมายของผู้ออกแบบคือมอบความชัดเจนสูงสุดในการอ่านเวลาที่วัดได้ ช่างทำนาฬิกาได้ย้ายตัวนับนาทีมาไว้ตรงกึ่งกลางสายตาของผู้สวมใส่ ไม่เพียงเข็มชั่วโมงและเข็มนาที แต่ยังรวมถึงเข็มวินาที และแม้แต่เข็มนาทีของนาฬิกาโครโนกราฟที่จัดวางไว้ตรงกลาง ซึ่งสะท้อนชื่อ Multicenterchrono ได้อย่างสมบูรณ์แบบ เช่นเดียวกับนาฬิกาขึ้นลานอัตโนมัติ กลไก MIDO 1300 caliber ไม่ได้เป็นการพัฒนาใหม่ล่าสุดในขณะนั้น กลไก VZ caliber แบบ 13 กลุ่มของ Valjoux ซึ่งผ่านการพิสูจน์ประสิทธิภาพแล้ว เป็นพื้นฐานให้ MIDO นำมาปรับแต่งเพื่อให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของแบรนด์
การเปิดตัวรุ่น "Ocean Star" คอลเลกชันจาก MIDO ที่โดดเด่นด้วยคุณสมบัติการกันน้ำเหนือระดับ ด้วยระบบซีล Aquadura
การเข้าซื้อโรงงานผลิตแห่งใหม่ที่ล้ำสมัยในเมืองบีล นับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์การผลิตนาฬิกาที่ "ป้อมปราการแห่งนาฬิกาที่ปิดผนึกอย่างแน่นหนา" มาพร้อมระบบครบวงจรของพัดลมที่เป่าอากาศปราศจากฝุ่นและควบคุมอุณหภูมิเข้าสู่ห้องปฏิบัติงาน
การคิดค้นระบบขึ้นลาน "Powerwind" ซึ่งช่วยลดความซับซ้อนของการออกแบบจาก 17 ชิ้นส่วน เหลือเพียง 7 ชิ้นส่วน นอกเหนือจากการออกแบบที่เรียบง่ายแล้ว กลไกนี้ยังมอบพลังงานสำรองที่ยาวนานยิ่งขึ้น อีกทั้งได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในนาฬิกาที่ดูแลรักษาง่ายที่สุดในโลก และมีความเสี่ยงต่อความขัดข้องต่ำมาก
บริษัท Rohwerke A. Schild SA ซัพพลายเออร์หลักของ MIDO มอบใบรับรองให้แก่ MIDO เพื่อยืนยันว่าได้จัดส่งชิ้นส่วนกลไกอัตโนมัติจำนวน 1,000,000 ชิ้น
การเปิดตัวรุ่นใหม่ในตำนาน "MIDO Ocean Star Commander" พร้อมตัวเรือนชิ้นเดียว (Monocoque) ซึ่งยังคงรูปแบบดั้งเดิมไว้เกือบทั้งหมด และยังเป็นส่วนสำคัญของคอลเลกชันมาจนถึงปัจจุบัน การออกแบบอันชาญฉลาดด้วยตัวเรือน Monocoque ที่ล้ำสมัย ผสานกับกระจก Permafit ที่ติดตั้งแน่นหนาและระบบซีล Aquadura ทำให้นาฬิกาไม่เพียงกันน้ำได้อย่างสมบูรณ์ แต่ยังป้องกันอากาศได้อีกด้วย คุณลักษณะเหล่านี้ทำให้วิศวกรของ MIDO เข้าใกล้เป้าหมายในการสร้างสรรค์นาฬิกาที่มีอายุการใช้งานยาวนานเป็นพิเศษมากขึ้นอีกขั้น
การเปิดตัวรุ่น "Mini MIDO" นาฬิกาอัตโนมัติที่มีขนาดเล็กที่สุดในโลก ซึ่งกันน้ำ ป้องกันสนามแม่เหล็ก และทนต่อแรงกระแทก อีกทั้งผลิตในระดับอุตสาหกรรม นาฬิการุ่นนี้มีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 17 และ 17.5 มิลลิเมตร
นาฬิกา MIDO วางจำหน่ายใน 111 ประเทศ
MIDO เข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งขององค์กรหลักอย่าง ASUAG (Allgemeine Schweizerische Uhrenindustrie AG) ส่งผลให้สามารถเข้าถึงเทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงที่มีบทบาทสำคัญต่อการปฏิวัติระบบควอตซ์ซึ่งกำลังใกล้เข้ามา
การเปิดตัวคอลเลกชัน "Baroncelli" จาก MIDO ที่โดดเด่นด้วยเส้นสายคลาสสิกเหนือกาลเวลา
ในปีนั้น MIDO ผลิตกลไกโครโนมิเตอร์ที่ได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการจำนวน 29,074 ชิ้น ส่งผลให้ครองอันดับ 2 ในอุตสาหกรรมนาฬิกาสวิส
Björn Borg นักเทนนิสอาชีพชื่อดัง ได้รับการแต่งตั้งเป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์
ภายหลังการควบรวมกิจการระหว่าง ASUAG และ SSIH (Omega และ Tissot) ในปี 1983 SMH (ปัจจุบันคือ Swatch Group) ก่อตั้งขึ้นในปี 1985 โดยมี Nicolas G. Hayek ดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมการบริหาร
Franz Linder เข้าร่วมงานกับ MIDO และรับตำแหน่งประธานในปี 2002
MIDO เปิดตัวนวัตกรรมระดับโลก 2 รุ่น: "Bodyguard" และ "Worldtimer" รุ่น "Bodyguard" มาพร้อมสัญญาณเตือนภัยที่มีความดังมากกว่า 100 เดซิเบล เพียงหมุนขอบตัวเรือนและกดเม็ดมะยมต่อเนื่อง รุ่น "Worldtimer" สามารถตั้งค่าเขตเวลาที่ต้องการได้ภายในไม่กี่วินาที
ย้อนกลับสู่จุดเริ่มต้น ด้วยการนำรุ่น Multifort กลับมาเปิดตัวอีกครั้ง MIDO จึงหวนคืนสู่ "รากฐานของตน" เพื่อเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 80 ปี ปรัชญาของบริษัทที่ยึดถือมาตลอดหลายทศวรรษ คือการสร้างสรรค์นาฬิกาอัตโนมัติที่แข็งแกร่ง ทนทาน กันน้ำได้เหนือมาตรฐาน และโดดเด่นด้วยการออกแบบอันเป็นเอกลักษณ์ ได้กลับมาเป็นเป้าหมายหลักของแบรนด์อีกครั้ง
MIDO หวนกลับมาให้ความสำคัญกับนาฬิกาอัตโนมัติที่สะท้อนคุณค่าเหนือกาลเวลา
การเปิดตัวคอลเลกชัน "All Dial" ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากหนึ่งในสถาปัตยกรรมอันยิ่งใหญ่แห่งยุคโรมันคือ โคลอสเซียมในกรุงโรม
MIDO สร้างสรรค์นวัตกรรมด้วยการเปิดตัวคอลเลกชันใหม่ "Belluna" คอลเลกชันนี้ซึ่งผสานสไตล์และคุณภาพเข้าไว้ด้วยกัน ถ่ายทอดจิตวิญญาณและวัฒนธรรมแห่งการทำนาฬิกาสวิสอย่างแท้จริง และตอกย้ำความเป็นสัญลักษณ์ของงานออกแบบที่แท้จริง นาฬิการุ่น "Belluna" ได้รับแรงบันดาลใจจากรูปทรงเหนือกาลเวลาของสถาปัตยกรรมอาร์ตเดโค พร้อมสะท้อนคุณลักษณะทางเทคนิคอันโดดเด่น
การเปิดตัวคอลเลกชัน "Great Wall" ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจโดยตรงจากหนึ่งในสิ่งก่อสร้างที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของโลก นั่นคือกำแพงเมืองจีน
MIDO เข้าร่วมเป็นพันธมิตรกับ UIA หรือสมาคมสถาปนิกนานาชาติซึ่งมีสมาชิกสถาปนิกกว่า 1.3 ล้านคนทั่วโลก
การประกวดออกแบบนาฬิกา MIDO
MIDO คัดเลือกนักออกแบบนาฬิกามืออาชีพสามคนมาแข่งขันออกแบบและพัฒนานาฬิกา MIDO รุ่นผลิตจำนวนจำกัดที่ได้รับแรงบันดาลใจจากบิ๊กเบนในลอนดอน Sébastien Perret ผู้ชนะเลิศได้รับการคัดเลือกจากคณะกรรมการซึ่งประกอบด้วย Esa Mohamed ประธานสมาคมสถาปนิกนานาชาติ, Franz Linder ประธาน MIDO และประชาชนทั่วไป (ผ่านการโหวตทางออนไลน์)
MIDO ยังคงยึดมั่นในปรัชญาและประวัติศาสตร์ของแบรนด์ พร้อมมุ่งมั่นสร้างสรรค์นาฬิกาที่เปี่ยมด้วยการออกแบบเหนือกาลเวลา
MIDO เปิดตัวกลไกโครโนมิเตอร์ที่ได้รับการรับรองเป็นครั้งแรก พร้อมซิลิคอนบาลานซ์สปริง ซึ่งเป็นชิ้นส่วนที่ก่อนหน้านั้นใช้เฉพาะในวงการนาฬิกาหรู นวัตกรรมนี้รวมอยู่ในคอลเลกชัน Baroncelli ซึ่งกำลังเฉลิมฉลองครบรอบ 40 ปี
MIDO เปิดตัวแคมเปญอินเทอร์แอ็กทีฟ #BeInspiredByArchitecture ซึ่งเป็นการเดินทางรอบโลกตลอด 12 สัปดาห์ เพื่อสำรวจ 12 เมืองและเยี่ยมชมสถาปัตยกรรมอันโดดเด่น 60 แห่ง เพื่อคัดเลือกสถานที่ที่เป็นแรงบันดาลใจในการออกแบบนาฬิการุ่นใหม่
ท้ายที่สุด พิพิธภัณฑ์ Solomon R. Guggenheim ในนิวยอร์ก ได้รับเลือกเป็นสถานที่สร้างแรงบันดาลใจสำหรับนาฬิกาเรือนนี้ และเผยโฉมสู่สาธารณชนในงาน Baselworld 2017
Georges Schaeren ก่อตั้ง MIDO เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 1918 ซึ่งตรงกับวันลงนามสงบศึก
ในปี 2018 แบรนด์เฉลิมฉลองครบรอบ 100 ปี พร้อมรำลึกถึงคุณค่าที่หล่อหลอมเอกลักษณ์ของแบรนด์ตลอดหนึ่งศตวรรษ
เพื่อเปิดฉากการเฉลิมฉลองครบรอบ 100 ปี MIDO เปิดตัวนาฬิการุ่น Commander Big Date มาพร้อมช่องแสดงวันที่ขนาดใหญ่ที่ตำแหน่ง 6 นาฬิกา และใช้กลไกพิเศษที่ MIDO พัฒนาขึ้นบนพื้นฐานของ Caliber 80
Robi มีบทบาทสำคัญตลอดปีแห่งการเฉลิมฉลอง ในฐานะผู้ถ่ายทอดเรื่องราวของ MIDO
เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2018 MIDO เปิดตัวแคมเปญ #CreateYourMIDO โดยเชิญชวนแฟน ๆ ร่วมสร้างสรรค์นาฬิการุ่น Rainflower ในฝันของตนเอง
ตลอดระยะเวลา 2 เดือน มีแฟน ๆ กว่า 30,000 คนร่วมส่งผลงานออกแบบจำนวน 2,418 แบบ และคัดเลือก 4 แบบมาสร้างสรรค์คอลเลกชัน Rainflower สำหรับสุภาพสตรีโดยเฉพาะ ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากพิพิธภัณฑ์ ArtScience ในสิงคโปร์
ในปี 2019 คอลเลกชัน Ocean Star เฉลิมฉลองครบรอบ 75 ปี เพื่อเฉลิมฉลองวาระสำคัญนี้ MIDO ลงนามความร่วมมือกับ Red Bull Cliff Diving World Series การแข่งขันกระโดดหน้าผาที่ทรงเกียรติที่สุดในโลก นาฬิการุ่น Ocean Star Diver 600 ซึ่งมีความเที่ยงตรงสูงเป็นพิเศษ ทำหน้าที่เป็นสัญลักษณ์ของความร่วมมือครั้งนี้
Jonathan Paredes นักกีฬาจากเม็กซิโก และ Alessandro De Rose จากอิตาลี เข้าร่วมกับ MIDO ในฐานะพันธมิตรของแบรนด์
ด้วยมรดกด้านการทำนาฬิกาอันยาวนานและงานออกแบบเหนือกาลเวลา MIDO ชุบชีวิตหนึ่งในรุ่นเรือธงของแบรนด์ขึ้นใหม่ โดยเลือกใช้วัสดุและเทคโนโลยีร่วมสมัยที่ดีที่สุด นาฬิการุ่น Ocean Star Decompression Timer 1961 รุ่นผลิตจำนวนจำกัดประสบความสำเร็จไม่แพ้นาฬิการุ่นประวัติศาสตร์ที่ให้แรงบันดาลใจ และกลายเป็นหนึ่งในรุ่นที่นักสะสมตามหาอย่างมาก ซึ่งนาฬิการุ่นปี 1961 ทั้งหมดจำหน่ายหมดภายในเวลาเพียงไม่กี่สัปดาห์
ปี 2020 ถือเป็น 'ปีสำคัญ' สำหรับ MIDO ในประเทศจีน โดย Ryan Zheng นักแสดงชื่อดังชาวจีน เข้าร่วมกับแบรนด์ในฐานะแอมบาสเดอร์ท้องถิ่นคนแรก แบรนด์เปิดตัวความร่วมมือนี้ในการจัดงานที่ตกแต่งอย่างตระการตา พร้อมจัดแสดงคอลเลกชัน Commander และรุ่น Big Date
MIDO เปิดตัวนาฬิกาจับเวลา Ocean Star Decompression Timer 1961 รุ่นใหม่ที่หลายคนเฝ้ารอ นาฬิการุ่นปี 1961 นี้ ซึ่งเป็นที่ต้องการอย่างมากในหมู่นักสะสม จำหน่ายหมดอย่างรวดเร็วเป็นประวัติการณ์
ในเม็กซิโก คอลเลกชัน Commander ได้รับการนำเสนออย่างโดดเด่นผ่านแคมเปญ #GoBig #BigDream แบรนด์ถ่ายทอดข้อความเชิงบวกผ่านความร่วมมือกับพันธมิตรของแบรนด์ทั้งสามราย

ในช่วงต้นปี 2021 ทาง MIDO สร้างปรากฏการณ์ในงานประมูลด้วยนาฬิการุ่นที่โดดเด่นและทรงคุณค่าที่สุดจากมรดกการผลิตนาฬิกาของแบรนด์ MIDO Bugatti ซึ่งเป็นนาฬิกาที่ Ettore Bugatti เคยครอบครอง จำหน่ายในราคา 272,800 ยูโร (มากกว่า 300,000 ฟรังก์สวิส)
ต่อเนื่องอีกหนึ่งปีแห่งความสำเร็จ MIDO ภาคภูมิใจที่ได้ร่วมงานกับ Ryan Zheng นักแสดงชาวจีนชื่อดัง ในฐานะแบรนด์แอมบาสเดอร์

ในช่วงต้นปี 2023 นั้น MIDO ก้าวข้ามกรอบแนวคิดด้านสถาปัตยกรรมที่เคยเป็นหัวใจหลักของแบรนด์มาโดยตลอด แคมเปญการตลาดทั้งหมดต้องปรับแนวคิดใหม่ รวมถึงสื่อการฝึกอบรม ตลอดจนงานด้านการจัดวางสินค้า การเปิดตัวรุ่น Multifort TV Big Date โดยได้รับแรงบันดาลใจจากรุ่นอันเป็นสัญลักษณ์ในช่วงทศวรรษ 1970 และ 1980 สะท้อนการกลับมาของงานออกแบบสไตล์วินเทจในตัวเรือนทรงโทรทัศน์ที่ได้รับการออกแบบใหม่ให้มีความทันสมัยยิ่งขึ้น
MIDO เฉลิมฉลองแปดทศวรรษแห่งความเชี่ยวชาญในโลกของนาฬิกาดำน้ำ เนื่องในวาระครบรอบของคอลเลกชัน Ocean Star อันเป็นเอกลักษณ์ ปีแห่งการเฉลิมฉลองนี้ตอกย้ำมรดกนาฬิกาดำน้ำของคอลเล็กชัน การพัฒนาทางเทคนิคอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ปี 1944 และความเป็นเลิศด้านสมรรถนะในยุคปัจจุบัน

1934
MIDO สร้างสรรค์ระบบ Aquadura และนาฬิกาอัตโนมัติรุ่นแรกของแบรนด์ที่กันน้ำ ทนต่อแรงกระแทก และป้องกันสนามแม่เหล็ก ได้แก่ รุ่น Multifort
1936
MIDO เปิดตัวสปริงขึ้นลานนาฬิกาแบบทนทานเป็นพิเศษเป็นครั้งแรก
1943
การผลิตนาฬิกาโครโนกราฟเรือนแรก รุ่นในตำนาน "Multicenterchrono"
1946
การเข้าซื้อโรงงานผลิตแห่งใหม่ที่ล้ำสมัยในเมืองบีล นับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์การผลิตนาฬิกาที่ "ป้อมปราการแห่งนาฬิกาที่ปิดผนึกอย่างแน่นหนา" มาพร้อมระบบครบวงจรของพัดลมที่เป่าอากาศปราศจากฝุ่นและควบคุมอุณหภูมิเข้าสู่ห้องปฏิบัติงาน
1967
การเปิดตัวรุ่น "Mini MIDO" นาฬิกาอัตโนมัติที่มีขนาดเล็กที่สุดในโลก ซึ่งกันน้ำ ป้องกันสนามแม่เหล็ก และทนต่อแรงกระแทก อีกทั้งผลิตในระดับอุตสาหกรรม
2016-2017
MIDO เปิดตัวกลไกโครโนมิเตอร์ที่ได้รับการรับรองเป็นครั้งแรก พร้อมซิลิคอนบาลานซ์สปริง ซึ่งเป็นชิ้นส่วนที่ก่อนหน้านั้นใช้เฉพาะในวงการนาฬิกาหรู นวัตกรรมนี้รวมอยู่ในคอลเลกชัน Baroncelli ซึ่งกำลังเฉลิมฉลองครบรอบ 40 ปี
นำเสนอนาฬิกาคุณภาพสูงและความคุ้มค่าอย่างแท้จริง ด้วยการออกแบบเหนือกาลเวลาเพื่อให้ใช้งานได้ยาวนาน
อย่างไร ด้วยการเลือกใช้วัสดุคุณภาพสูง ผสานกลไกที่เที่ยงตรง และมอบคุณสมบัติการกันน้ำที่โดดเด่น

คุณภาพระดับสูง
นวัตกรรม
ความเชี่ยวชาญและความเที่ยงตรงทางเทคโนโลยี
ความคุ้มค่าอย่างยอดเยี่ยม
การออกแบบที่มีเอกลักษณ์และเหนือกาลเวลา
มุ่งสู่การเป็นแบรนด์นาฬิกาชั้นนำในช่วงราคาขายปลีกเฉลี่ย 700-1,300 ฟรังก์สวิส (ซึ่งอยู่ระหว่างแบรนด์ Tissot และ Longines)